ข้อสอบราชการ - งานราชการ

ราชการไทย.com

หางานราชการและความรู้เกี่ยวกับประสบการณ์ในการทำงาน

และความรู้เกี่ยวกับการเป็นข้าราชการ พนักงานราชการ ในหน่วยงานภาครัฐ


 งานราชการที่กำลังเปิดรับสมัครสอบ/ความรู้เกี่ยวกับการทำงาน


การทำงานล่วงเวลา การทำงานในวันหยุดรวมกันแล้วสัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกิน 36 ชั่วโมง


การทำงานล่วงเวลา การทำงานในวันหยุด


นายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงานได้โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราวๆ ไป ถ้าลักษณะหรือสภาพของงานต้องทำติดต่อกันไป ถ้าหยุดจะเสียหายแก่งานหรือเป็นงานฉุกเฉิน อาจให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาและทำงานในวันหยุดได้เท่าที่จำเป็น

สำหรับกิจการโรงแรม สถานมหรสพ งานขนส่งร้านขายอาหารร้านขายเครื่องดื่ม สโมสร สมาคม และสถานพยาบาล อาจให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุดได้

การทำงานล่วงเวลา การทำงานในวันหยุด และการทำงานล่วงเวลาในวันหยุด รวมกันแล้วสัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกิน ๓๖ ชั่วโมง

สิทธิหน้าที่ นายจ้าง ลูกจ้าง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

ลงข้อมูลวันที่: 04/10/2565

ลูกจ้างมีสิทธิ ลา อะไรได้บ้างจากนายจ้าง


วันลา ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ลูกจ้างมีสิทธิลาได้ กี่ประเภทการลา


วันลาป่วย

ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริงการลาป่วยตั้งแต่ ๓ วันทำงานขึ้นไปนายจ้างอาจให้ลูกจ้างแสดงใบรับรองของแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งหรือของสถานพยาบาลของทางราชการได้ หากลูกจ้างไม่อาจแสดงได้ให้ลูกจ้างชี้แจงให้นายจ้างทราบ วันที่ลูกจ้างไม่อาจทำงานได้เนื่องจากประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยซึ่งเกิดจากการทำงานหรือวันลาเพื่อคลอดบุตรไม่ถือเป็นวันลาป่วย


วันลากิจ

ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็นได้ปีละไม่น้อยกว่า ๓ วัน


วันลาทำหมัน

ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อทำหมันได้และมีสิทธิลาเนื่องจากการทำหมันตามระยะเวลาที่แพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งกำหนดและออกใบรับรอง


วันลารับราชการทหาร

ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อรับราชการทหารในการเรียกพลเพื่อตรวจสอบ เพื่อฝึกวิชาทหาร หรือเพื่อทดลองความพรั่งพร้อมตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร


วันลาคลอดบุตร

ลูกจ้างหญิงมีครรภ์มีสิทธิลาเพื่อคลอดบุตรได้ครรภ์หนึ่งไม่เกิน ๙๘ วัน โดยนับรวมวันหยุด


 วันลาฝึกอบรม

ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อการฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถเพื่อประโยชน์ต่อการแรงงานและสวัสดิการสังคมหรือการเพิ่มทักษะความชำนาญเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของลูกจ้างตามโครงการหรือหลักสูตร ซึ่งมีกำหนดช่วงเวลาที่แน่นอนและชัดเจน และเพื่อการสอบวัดผลทางการศึกษาที่ทางราชการจัดหรืออนุญาตให้จัดขึ้นลูกจ้างต้องแจ้งเหตุในการลาโดยชัดแจ้ง พร้อมทั้งแสดงหลักฐานที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี) ให้นายจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๗ วันก่อนวันลา นายจ้างอาจไม่อนุญาตลา หากในปีที่ลาลูกจ้างเคยได้รับอนุญาต ให้ลามาแล้วไม่น้อย ๓๐ วันหรือ ๓ ครั้งหรือแสดงได้ว่าการลาของลูกจ้างอาจก่อให้ความเสียหายหรือกระทบต่อการประกอบธุรกิจของนายจ้าง


สิทธิหน้าที่ นายจ้าง ลูกจ้าง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

ลงข้อมูลวันที่: 04/10/2565

การประกันสังคม คืออะไร? มารู้จักประกันสังคมกับกองทุนประกันสังคม


การประกันสังคม คือ การสร้างหลักประกันในการดำรงชีวิตในกลุ่มของสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อรับผิดชอบในการเฉลี่ยความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตายสงเคราะห์บุตร ชราภาพว่างงาน เพื่อให้ได้รับการรักษาพยาบาลและมีรายได้อย่างต่อ


ยื่นแบบขึ้นทะเบียนเมื่อใด?

 

นายจ้าง ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป (มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์และไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ในวันเข้าทำงาน) ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างพร้อมกับขึ้นทะเบียนลูกจ้าง ภายใน 30 วัน และเมื่อมีการรับลูกจ้างใหม่ต้องแจ้งขึ้นทะเบียนลูกจ้างใหม่ ภายใน 30 วัน เช่นกัน


เอกสารที่ต้องใช่ในการตรวจสอบสำหรับการยื่นแบบขึ้นทะเบียนนายจ้าง?

กรณีจดทะเบียนนิติบุคคล

1. แผนที่ตั้งและภาพถ่ายของสถานประกอบการ

2. หลักฐานแสดงตัวของนายจ้าง เช่น บัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม หรือหุ้นส่วนผู้จัดการ (กรณีกรรมการบริษัทเป็นชาวต่างชาติ ใช้ PASSPORT หรือ WORK PERMIT หรือ VISA) (คนต่างด้าวใช้ PASSPORT หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว) หรือใบสำคัญถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร หรือหลักฐานการได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองของผู้มีอำนาจผูกพันนิติบุคคล เป็นต้น

3. หนังสือมอบอำนาจ (เฉพาะกรณีมอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำการแทนพร้อมติดอากรแสตมป์ตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด) พร้อมแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจ กรณี


เจ้าของคนเดียว/กิจการร่วมค้า

1. แผนที่ตั้งและภาพถ่ายของสถานประกอบการ

2. หลักฐานแสดงตัวของนายจ้าง เช่น บัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม หรือหุ้นส่วนผู้จัดการ (กรณีกรรมการบริษัทเป็นชาวต่างชาติ ใช้ PASSPORT หรือ WORK PERMIT หรือ VISA) (คนต่างด้าวใช้ PASSPORT หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว) หรือใบสำคัญถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร หรือหลักฐานการได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองของผู้มีอำนาจผูกพันนิติบุคคล เป็นต้น

3. หนังสือสัญญาเช่า หรือหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่

4. หนังสือมอบอำนาจ (เฉพาะกรณีมอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำการแทนพร้อมติดอากรแสตมป์ตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด) พร้อมแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจ

 

นอกเหนือจากที่กล่าวข้างต้น กรณีห้างหุ้นส่วนสามัญ/นิติบุคคลอาคารชุด/หมู่บ้าน/มูลนิธิ/สมาคม/สหกรณ์ เอกสารที่ต้องใช้ในการตรวจสอบเพิ่มเติม ดังนี้

 

ข้อบังคับ และรายงานการประชุมแต่งตั้งผู้จัดการ หรือหนังสือจัดตั้งฯ หรือหนังสือรับรองการประชุม

 

หมายเหตุ      : เอกสารแต่ละประเภทขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจและลักษณะของนายจ้าง

                 : กรณีนายจ้างที่เป็นผู้รับเหมาช่วงหรือรับเหมาค่าแรง ให้แนบสัญญาว่าจ้าง


สำหรับลูกจ้าง

 

1. ให้ขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ลูกจ้างเข้าทำงาน

2. กรอกแบบฟอร์มขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส.1-03) กรณีลูกจ้างที่ยังไม่เคยเข้าสู่ระบบประกันสังคม และลูกจ้างที่เคยขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนมาแล้ว

3. สำเนาใบอนุญาตทำงานและสำเนาหนังสือเดินทาง หรือสำเนาใบอนุญาตทำงานและสำเนาใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว กรณีผู้ประกันตนเป็นคนต่างด้าว

 

**กรณีกิจการเป็นเจ้าของคนเดียว เจ้าของกิจการคือนายจ้างไม่สามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนได้**

 

ลงข้อมูลวันที่: 04/10/2565

จะขึ้นทะเบียนประกันสังคมได้ที่ไหน?


นายจ้าง ที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นแบบได้ที่ สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ ที่สถานประกอบการตั้งอยู่


นายจ้าง ที่มีสำนักงานใหญ่ในส่วนภูมิภาค ให้ยื่นแบบขึ้นทะเบียนได้ที่ สำนักงานประกันสังคมจังหวัดที่สถานประกอบการตั้งอยู่


นายจ้างสามารถทำธุรกรรมผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ได้ที่ www.sso.go.th เมนูบริการอิเล็กทรอนิกส์

 

 

ลงข้อมูลวันที่: 04/10/2565

ขั้นตอนการรับคำร้อง พิจารณาวินิจฉัยคำร้องตาม พรบ. 2541


ขั้นตอนการรับคำร้อง พิจารณาวินิจฉัยคำร้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

ขั้นตอนที่ 1

- การยื่นคำร้อง
- ให้คำปรึกษาและพิจารณาสิทธิ์ตามกฎหมาย
- ลูกจ้างเขียนคำร้อง (คร 7)
- แจ้งการดำเนินการและนัดหมายนายจ้างมาพบเพื่อสอบข้อเท็จจริง



ขั้นตอนที่ 2

- การพิจารณาและวินิจฉัย
- สอบข้อเท็จจริงนายจ้างนำสืบ/รวบรวมหลักฐาน
- สอบข้อเท็จจริงเพื่อนำสู่การวินิจฉัยว่าลูกจ้างมีสิทธิหรือไม่มีสิทธิ์ได้รับเงิน

          -- เจรจาประนีประนอม --

กรณีนายจ้างตกลงกันได้

- นายจ้างปฏิบัติตามข้อตกลงและบันทึกการปฏิบัติ
- ปิดเรื่อง

กรณีนายจ้าง ลูกจ้างตกลงกันไม่ได้

- พิจารณาออกคำสั่ง
 


ขั้นตอนที่ 3

          -- การออกคำสั่ง --

ลูกจ้างไม่มีสิทธิ

- ออกคำสั่งแจ้งลูกจ้างทราบ
- ไม่อุทธรณ์คำสั่ง อุทธรณ์คำสั่งภายใน 30 วัน ภายใน 30 วัน
- หากอุทธรณ์คำสั่งภายใน 30 วันต่อศาลแรงงาน
- ปิดคดี

ลูกจ้างมีสิทธิ

- ออกคำสั่งให้นายจ้างปฏิบัติ

          -- นายจ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง --

ไม่อุทธรณ์คำสั่งภายใน 30 วัน

- ดำเนินคดี
- เปรียบเทียบปรับ
- พนักงานสอบสวน (ตำรวจ)
- ติดตามผลการดำเนินคดีจากพนักงานสอบสวน

อุทธรณ์คำสั่งภายใน 30 วัน ต่อศาลแรงงาน

- ติดตามผลจากศาล


หมายเหตุ

- ทั้งนี้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน w.ศ. 2541 มาตรา 124 กำหนดให้พนักงานตรวจแรงงานสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งภายใน 60 วัน นับแต่รับคำร้องและอาจขยายระยะเวลาได้ไม่เกิน 30 วัน

- กรณีพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งนายจ้างหรือลูกจ้างต้องดำเนินคดีไปสู่ศาลภายใน 30 วัน นับจากวันที่ทราบคำสั่ง หากไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดคำสั่งถือว่าเป็นที่สุด

ลงข้อมูลวันที่: 03/10/2565

สิทธิประโยชน์เงินทดแทนจากประกันสังคมกรณีว่างงาน


สิทธิที่ท่านจะได้รับประโยชน์ทดแทน เงินทดแทนในระหว่างการว่างงาน ดังนี้

กรณีถูกเลิกจ้าง 


ได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงาน ปีละไม่เกิน 180 วันในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย โดยคำนวณจากฐานเงินสมทบขั้นต่ำ

เดือนละ 1,650 บาท และฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท

ตัวอย่าง เช่น

ผู้ประกันตนมีเงินเดือนเฉลี่ย 10,000 บาท จะได้รับเดือนละ 5,000 บาท
 

กรณีลาออก หรือสิ้นสุดสัญญาจ้างตามกำหนดระยะเวลา 


ได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานปีละไม่เกิน 90 วัน ในอัตราร้อยละ 30 ของค่าจ้างเฉลี่ย โดยคำนวณจากฐานเงินสมทบขั้นต่ำเดือนละ 1,650 บาท
และฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท

ตัวอย่าง เช่น

ผู้ประกันตนมีเงินเดือนเฉลี่ย 10,000 บาท จะได้รับเดือนละ 3,000 บาท

ในกรณียื่นคำขอรับเงินทดแทนกรณีว่างงานเพราะเหตุถูกเลิกจ้าง หรือเหตุถูกเลิกจ้างและลาออก หรือสิ้นสุดสัญญาจ้างเกินกว่า 1 ครั้ง ภายใน 1 ปีปฏิทิน ให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนทุกครั้ง รวมกันไม่เกิน 180 วัน
แต่ในกรณียื่นขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน เพราะเหตุลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง เกินกว่า 1 ครั้ง ภายใน 1 ปีปฏิทิน ให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนรวมกันไม่เกิน 90 วัน

ลงข้อมูลวันที่: 03/10/2565

นายจ้างควรจัดให้มีวันหยุดประจำปีให้กับลูกจ้างหรือไม่


" วันหยุดพักผ่อนประจำปี "
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ 2541 มาตรา 30
กำหนดให้ลูกจ้างที่ทำงานมาแล้วครบ 1 ปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนได้ปีละไม่น้อยกว่า 6 วัน

โดยให้นายจ้างเป็นผู้กำหนดวันหยุดดังกล่าวให้ล่วงหน้าหรือกำหนดให้ตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน


นายจ้างกำหนดให้ คือนายจ้างเป็นผู้จัดปฏิทินหรือตารางวันหยุดให้และแจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้า

ตามนายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน คือลูกจ้างยื่นลา-นายจ้างอนุมัติ หรือนายจ้างแจ้งขอให้ลา-ลูกจ้างยินยอมลาตามนายจ้างต้องการ

สรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับวันหยุดพักผ่อนประจำปี (พักร้อน)


1.) ทำงานครบ 1 ปี มีสิทธิหยุดไม่น้อยกว่า 6 วัน
2.) สามารถสะสมในปีต่อไปได้ ตามระเบียบบริษัทนั้นๆ
3.) นายจ้างจะกำหนดให้มากกว่า 6 วันก็ได้ในปีต่อๆไป
4.) ยื่นลานายจ้างไม่อนุมัติได้
5.) ยื่นลานายจ้างไม่อนุมัติ วันหยุดเหลือสะสมได้แต่..ตัดทิ้งไม่ได้
6.) นายจ้างแจ้งให้ลาหยุด ลูกจ้างไม่ใช้ วันหยุดเหลือนายจ้างไม่ให้สะสมและสามารถตัดทิ้งได้
7.) วันหยุดพักผ่อนเหลือไม่ให้สะสม ต้องจ่ายคืนเป็นเงินเท่ากับค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุด ตามมาตรา 64
นายจ้างที่ไม่ได้กำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้าง มีความผิดและโทษทางอาญาตามมาตรา 146 

วันหยุดพักผ่อนประจำปี_มีไว้เพื่อให้ลูกจ้างใช้เพื่อหยุดพักร่างกายที่เหนื่อยล้าจากการทำงาน


ลูกจ้างสามารถเขียนแบบคำร้อง คร.7 เรียกรับค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีได้
ขอบคุณข้อมูลดีดีจาก
เพจ :แรงงานเพื่อสังคม

      กฤษฎา ด้วงหิรัญ
เลขาฯกลุ่มแรงงานเพื่อสังคม

ลงข้อมูลวันที่: 03/10/2565

นายจ้างไม่ส่งและสมทบเงินประกันสังคมมีโทษทั้งจำ ทั้งปรับ


นายจ้างไม่ดำเนินการตามกฎหมายถือว่าลูกจ้างนำส่งแล้วสามารถใช้สิทธิได้ตามปกติ

นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างพร้อมกับขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตนกับทางประกันสังคม ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ 2533

โดยนายจ้างต้องขึ้นทะเบียนภายใน 30 วัน นับตั้งแต่มีการจ้างงานและเมื่อมีลูกจ้างใหม่ก็ต้องแจ้งขึ้นทะเบียนภายใน 30 วันเช่นเดียวกัน


และเมื่อมีลูกจ้างออกจากงานนายจ้างก็มีหน้าที่แจ้งออก โดยระบุสาเหตุการออกจากงาน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

กรณีนายจ้างไม่ขึ้นทะเบียน ไม่จ่ายเงินสมทบประกันสังคมให้กับลูกจ้าง นายจ้างมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ 2533  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากนายจ้างจ่ายเงินสมทบประกันสังคมเกินวันที่ 15 ของเดือนถัดไป นายจ้างจะต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือน

ลูกจ้างผู้ประกันตนไม่ต้องตกใจหากนายจ้างไม่ขึ้นทะเบียนให้หรือไม่ส่งเงินสมทบให้ รวมถึงหักแล้วไม่นำส่ง  #กฎหมายถือว่าลูกจ้างได้นำส่งแล้ว_และได้รับสิทธิประโยชน์ตามปกติ


เมื่อนายจ้างไม่ดำเนินการตามกฎหมาย..
ขอให้ลูกจ้างผู้ประกันตนปฏิบัติดังนี้..!

1.) เก็บหลักฐานการทำงานไว้ เริ่มทำงานถึงวันสิ้นสุดหรือจนถึงปัจจุบัน
2.) เก็บหลักฐานการรับค่าจ้างไว้ เช่นสลิปเงินเดือนหรือ statement ก็ใช้ได้กรณีรับค่าจ้างผ่านบัญชีธนาคาร
3.) นำหลักฐานไปยื่นแสดงที่สำนักงานประกันสังคม พร้อมเก็บหลักฐานการยื่นเรื่องไว้

หากนายจ้างไม่ดำเนิการตามกฎหมายนายจ้างมีความผิด

ส่วนลูกจ้างผู้ประกันตนมีสิทธิตามกฎหมายกำหนด


หากมีการเรียกเก็บเงินสมทบลูกจ้างผู้ประกันตนภายหลัง ลูกจ้างไม่ต้องจ่ายเพราะเป็นหน้าที่ของนายจ้าง

***ลูกจ้างที่ไม่ให้นายจ้างหักตาม ม.33 ไปสมัคร ม.39/ม.40 เองก็มีความผิดตามกฎหมายเช่นเดียวกัน.
ขอบคุณความรู้ดีดีจาก
เพจ:แรงงานเพื่อสังคม

         คุณกฤษฎา ด้วงหิรัญ
เลขาฯกลุ่มแรงงานเพื่อสังคม

ลงข้อมูลวันที่: 02/10/2565

ลูกจ้าง ไม่ได้เขียนใบลาออกไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าว่าจะลาออก


" ลูกจ้าง ไม่ได้เขียนใบลาออกไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าว่าจะลาออกนายจ้างฟ้องเรียกค่าเสียหายได้
ลูกจ้างไม่ได้เขียนใบลาออก ได้แต่บอกนายจ้าง ว่าจะออกจากงาน แล้วก็ไม่ไปทำงานอีกเลย 
ลูกจ้างถามว่า 

 ๑. ตนจะได้รับค่าจ้าง ในวันที่ทำงานค้างไว้หรือไม่ เพราะนายจ้างแสดงเจตนา ว่าจะไม่จ่ายค่าจ้าง และจะฟ้องลูกจ้าง อ้างเหตุทำให้บริษัทฯเสียหาย ลาออกโดยไม่ได้บอกนายจ้างล่วงหน้า ตามที่ระเบียบของบริษัทฯ จึงอยากรู้ว่า 

ตอบว่า  #กฎหมายคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา ๑๗ กำหนดให้นายจ้างเป็นฝ่ายบอกกล่าวลูกจ้างล่วงหน้า ให้แก่ลูกจ้าง ไม่มีกำหนดให้ลูกจ้างต้องบอกกล่าวต่อนายจ้างล่วงหน้า เพราะฉะนั้นลูกจ้างจึงไม่จำเป็นต้องบอกนายจ้างก่อนที่จะลาออก บอกแล้วสามารถออกได้เลย ส่วนเรื่องค่าจ้างค้างจ่าย #ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับตามจำนวนวันที่ทำงานไว้ให้นายจ้าง โดยต้องรอให้ครบรอบเงินเดือนออก ตามข้อตกลงการจ้างงาน
๒. นายจ้างจะฟ้องเรียกรับค่าเสียหายได้หรือไม่ 

ตอบว่า นายจ้าง #สามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายจากลูกจ้างได้ จากการบอกกล่าวล่วงหน้าไม่ครบ อยู่ไม่ครบ ตามระเบียบฯ  แต่นายจ้างต้องพิสูจน์ความเสียหายให้ได้ชัดเจนเสียก่อน ถึงจะสามารถฟ้องเรียกรับค่าเสียหายจากลูกจ้างได้ #ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์_มาตรา_๔๒๐ 

ส่วนวิธีคิดค่าเสียหายนั้น นายจ้างต้องหาตัวเลขให้ได้ว่า ลูกจ้าง สร้างรายได้ให้นายจ้างวันละเท่าไร บอกไม่ครบ อยู่ไม่ครบกี่วัน ก็นำมาคูณจำนวนวันเข้าไป เป็นเงินกี่บาท ก็จะสามารถฟ้องเรียกรับค่าเสียหายได้เท่านั้น โดยมีอายุความ ๑๐ ปีและสามารถเรียกรับดอกเบี้ยได้ร้อยละ ๗.๕ % ต่อปี


แต่ส่วนใหญ่ไม่มีนายจ้างที่ไหนฟ้องเรียกรับค่าเสียหายจากลูกจ้าง #เพราะมันได้ไม่คุ้มเสีย เสียค่าทนายแพงกว่าเงินที่จะได้ นายจ้างส่วนใหญ่จึงทำได้แค่ขู่ #แต่แค่ขู่ลูกจ้าง ก็กลัวจนต้องยอมทุกอย่างแล้ว #ยอมไม่รับค่าจ้างค้างจ่าย #ยอมไม่รับเงินประกันคืน #ยอมหมดกลัวโดนฟ้อง

ขอบคุณความรู้ดีดีจาก
คุณชาญศิลป์ ทรัพย์โนนหวาย

ลงข้อมูลวันที่: 02/10/2565

ลูกจ้างไม่ทำ OT หัวหน้างานลงโทษให้ใบเตือนได้ไหม


หากลูกจ้างไม่ทำ OT หัวหน้างานหรือนายจ้าง ลงโทษให้ใบเตือนได้ไหม " เท่ากับว่าบังคับให้ลูกจ้างทำ
โอทีห้ามบังคับทำ เว้นแต่เป็นงานต่อเนื่องไม่ทำแล้วจะเสียหายแก่นายจ้าง
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ 2541 
มาตรา 24 ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน และห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุด

เว้น..แต่ได้รับความยินยอม จากลูกจ้างก่อนเป็นคราวๆไป ในกรณีที่ลักษณะหรือสภาพของงานต้องทำติดต่อกันไป ถ้าหยุดจะเสียหายแก่งาน หรือเป็นงานฉุกเฉิน หรือเป็นงานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง นายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาได้เท่าที่จำเป็น


สาระสำคัญของการทำล่วงเวลา(OT)และการทำงานในวันหยุด 

1.) บังคับทำไม่ได้ เว้นแต่..งานที่กฎกระทรวงกำหนด
2.) ต้องได้รับการอนุมัติจากนายจ้างก่อน
3.) หากตกลงยินยอมทำแล้ว แต่เปลี่ยนใจไม่ทำ นายจ้างลงโทษได้
4.) ต้องจัดเวลาพักก่อนการทำล่วงเวลา 20 นาที กรณีให้ทำตั้งแต่ 2 ชม.ขึ้นไป
5.) ต้องจ่ายค่าทำล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดเป็นเงินหรือตั๋วเงิน ตามที่ตกลง จะนำไปชดเชยเป็นวันหยุดไม่ได้
6.) ต้องจ่ายทุกคนไม่เกี่ยวกับตำแหน่ง เว้นแค่..ผู้มีอำนาจแทนนายจ้าง

#ป้ายประกาศรับสมัครงานโอทีบังคับ_ทำไม่ได้ขัดกับกฎหมาย
#ต้องจ่ายเป็นเงินเปลี่ยนเป็นวันหยุดไม่ได้
#ไม่เกี่ยวกับตำแหน่งต้องจ่ายยกเว้นผู้มีอำนาจแทนนายจ้าง
ขอบคุณข้อมูลดีดีจาก
cr: เพจ:แรงงานเพื่อสังคม

        กฤษฎา ด้วงหิรัญ
เลขาฯกลุ่มแรงงานเพื่อสังคม

ลงข้อมูลวันที่: 01/10/2565

“ลาบวช” นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างได้หรือไม่ และนายจ้างพิจารณาจากไหน


มีคำถามเรื่อง “ลาบวช”  นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างได้หรือไม่ อย่างไร
เบื้องต้นการบวชถือเป็นเรื่องดีงามที่ลูกจ้างได้มีเวลาศึกษา หรือ “สิกขา” พระธรรมวินัย แต่การจะ “ลาบวช” ได้หรือไม่ต้องพิจารณาดังนี้

๑) ไม่มีกฎหมายบังคับให้นายจ้างต้องจัดวันลาบวชให้แก่ลูกจ้าง หากลูกจ้างเปิดข้อบังคับในการทำงานหรือระเบียบการลาแล้วไม่พบว่านายจ้างเขียนเรื่องสิทธิการลาบวชเอาไว้ จะถือว่านายจ้างทำผิดกฎหมายแรงงานไม่ได้

๒) ถ้านายจ้างจัดให้มีวันลาบวช (ทั้งๆ ที่กฎหมายไม่ได้บังคับ) โดยอาจกำหนดจำนวนวันลา วิธีการลา และสิทธิการได้รับเงินค่าจ้างว่าจะได้รับเงิน หรือไม่ได้รับเงินก็สามารถทำได้ และหากนายจ้างได้กำหนดวันลาไว้แล้วนายจ้างจะต้องผูกพันปฎิบัติให้เป็นไปตามระเบียบหรือข้อบังคับที่กำหนดเอาไว้

ข้อสังเกต การจัดให้มีวันลาบวชนายจ้างจัดทำได้ฝ่ายเดียวไม่ต้องได้รับความยินยอมจากฝ่ายลูกจ้างก็ได้ เพราะเป็นการจัดให้มีสภาพการจ้างที่เป็นคุณแก่ฝ่ายลูกจ้าง


๓) หากนายจ้างกำหนดให้มีวันลาบวชแล้ว ต่อมานายจ้างต้องการยกเลิกนายจ้างจะยกเลิกฝ่ายเดียวไม่ได้ เพราะถือเป็นสภาพการจ้าง การยกเลิกสิทธิวันลาบวชย่อมเป็นการเปลี่ยนสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่ฝ่ายลูกจ้าง จะต้องทำเป็นข้อตกลง หรือยื่นข้อเรียกร้อง หรือเปลี่ยนข้อเรียกร้องฝ่ายเดียวแต่ลูกจ้างไม่คัดค้านเป็นเวลานานย่อมเป็นการเปลี่ยนสภาพการจ้างโดยปริยาย
ขอบคุณข้อมูลดีดีจาก
cr: เพจ : กฎหมายแรงงาน

ลงข้อมูลวันที่: 01/10/2565

ลูกจ้างมาทำงานสายแล้ว นายจ้างจะขอหักเงินเดือนได้ไหม


คุณเคยไหมคะว่าถ้าคุณมาทำงานสายแล้วนายจ้างจะขอหักเงินหรือแม้แต่กระทั่งให้คุณทำงานล่วงเวลาในการชดเชยเวลาการทำงานสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่กฎหมายระบุว่าทำไม่ได้นะคะ

ตามกฎหมาย พรบ.คุ้มครองแรงงานมาตรา 76 แจ้งว่านายจ้างจะสามารถหักเงินค่าจ้างค่าล่วงเวลาหรือค่าทำงานในวันหยุดได้มีแค่ 5 กรณีเท่านั้น

กรณีที่ 1 คือการนำเพื่อนำส่งภาษีเป็นภาษีเงินได้ภาษีรายได้ของลูกจ้าง
ข้อที่ 2 คือการหักเพื่อสมทบเงินสมาชิกสหภาพแรงงาน
ข้อที่ 3 คือการหักเพื่อนำส่งกองทุนต่างๆไม่ว่าจะเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนจากประกันสังคม
ข้อที่ 4 ถ้าคุณมีคำสั่งศาลเกี่ยวกับการฟ้องแพ่งว่าคุณแพ้คดีคุณติดหนี้บัตรเครดิตหรือคุณขึ้น เครดิตบูโร  Credit Bureau และจะต้องมีการไกล่เกลี่ยหรือปรับโครงสร้างหนี้นะคะ HR (Human Resource) หรือ (Human Resource Management) ซึ่งก็คืองานของฝ่ายบุคคล หรือการบริหารทรัพยากรมนุษย์ สามารถหักเงินหรือองค์กรสามารถหักเงินคุณเพื่อนำส่งเจ้าหนี้นั้นได้นะคะและข้อสุดท้ายการที่คุณจะโดนหักเงินได้ก็คือคุณทำความผิดที่อาจจะก่อให้เกิดนายจ้างมีความเสียหายนะคะหรือแม้แต่กระทั่งความประมาทเลินเล่อความจงใจก็ตามตามมาตรา 10 นะคะที่นี้การที่คุณมาสายแล้วคุณโดนนายจ้างหักเงินไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ถ้าสมมุติว่านายจ้างวันนี้กำหนดว่าหักณทีละ 10 บาทหรือว่าถ้ามาสายกว่า 5 นาทีตัดเป็นครึ่งชั่วโมงหรือมีการกำหนดว่าเหมาว่ามาสายแล้วจะต้องเหมาเดือนละ 1000 หรือเดือนละ 1,500 บาทแบบนี้นะคะทำไม่ได้แต่ตามกฎหมายบอกว่าถ้าเกิดว่าคุณเป็นลูกจ้างรายเดือนเป็นลูกจ้างประจำการที่คุณทำงานได้เงินเดือนต้องแลกกับการทำงานนายจ้างสามารถใช้สิทธิ์ No Work No pay ได้โดยจะต้องมีการเอาเงินเดือนมาตั้งหารด้วยจำนวนวันนะคะและหารรายชั่วโมงแล้วถึงจะมาหาคุณและชี้แจงลงในสลิปเงินเดือนให้ถูกต้องตามกฎหมายแบบนี้ถือว่าทำได้นะคะที่นี้การที่คุณมาสายไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีผลอะไรกับชีวิตคุณนะคะ
ในประสบการณ์ของ HR ส่วนใหญ่จะมีการทำเกี่ยวกับคนทำผิดน่ะค่ะอยู่ 3 ขั้นตอนด้วยกันสำหรับคนที่มาสาย
ขั้นตอนที่ 1 คนที่เป็นหัวหน้างานหรือคนที่เป็นฝ่ายบุคคลจะเรียกเข้ามาคุยเป็นวาจาก่อนแล้วก็บอกว่าเราไม่อยากให้คุณมาสายกันที่คุณมาสายจะทำให้คุณโดนตัดเบี้ยเลี้ยงนะหรือจะทำให้คุณไม่ผ่านการประเมินเกณฑ์ต่างๆหรือแม้กระทั่งเป็นที่เพ่งเล็งของบริษัทไม่อย่างนั้นพี่จะออกใบเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร

ขั้นที่ 2 นะคะคือขั้นของการออกหนังสือเตือนนะคะรวมไปถึงการจัดการการให้โบนัสปรับเงินเดือนขึ้นการไม่เลื่อนตำแหน่งนะคะหรือการจัดสวัสดิการหรือกิจกรรมต่างๆที่บริษัทกำลังจะจัดคุณสามารถออกเป็นหนังสือเดือนได้

และขั้นที่ 3 คือการให้ออกหรือการให้พ้นสภาพโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยถ้าเกิดว่าคุณมีการออกใบเตือนแล้วภายใน 1 ปีเพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่าภายใน 1 ปีนั้นคุณเตือนแล้วทั้งวาจาเป็นลายลักษณ์อักษรและยังมาสายซ้ำอีกคุณสามารถให้ออกได้เลยโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเพราะฉะนั้นอย่าคิดว่ามาสายแล้วไม่มีผลอะไรนะคะ 

ลงข้อมูลวันที่: 30/09/2565

นายจ้างควรจัดเวลา พัก กี่ชั่วโมง ให้ลูกจ้างที่ทำงานใน 1 วัน


นายจ้างควรจัดเวลา พัก กี่ชั่วโมง ให้ลูกจ้างที่ทำงานในหนึ่งวัน


เวลาพัก

2.1 ระหว่างการทำงานปกติวันหนึ่งไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง หลังจากลูกจ้างทำงานมาแล้วไม่เกิน 5 ชั่วโมง ติดต่อกัน นายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงกันล่วงหน้าให้มีเวลาพักครั้งหนึ่งน้อยกว่า 1 ชั่วโมงก็ได้แต่รวมกันแล้ววันหนึ่งต้องไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง สำหรับงานในร้านขายอาหารหรือร้านขายเครื่องดื่มซึ่งเปิดจำหน่ายหรือให้บริการ ไม่ติดต่อกันในแต่ละวัน วันหนึ่งอาจพักเกิน 6 ชั่วโมงก็ได้ หรือกรณีที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันกำหนดเวลาพักเป็นอย่างอื่น ข้อตกลงนั้น ต้องเป็นประโยชน์แก่ลูกจ้าง

2.2 ก่อนการทำงานล่วงเวลาในกรณีที่มีการทำงานล่วงเวลาต่อจากเวลาทำงานปกติไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างมีเวลาพักไม่น้อยกว่า 20 นาที ก่อนที่ลูกจ้างเริ่มทำงานล่วงเวลา

2.3 กรณีเป็นงานที่มีลักษณะหรือสภาพของงานต้องทำติดต่อกันไปนายจ้างอาจจัดให้มีเวลาพักระหว่างการทำงานหรือก่อนการทำงานล่วงเวลาแตกต่างจากข้อ 2.1 และ 2.2 โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้างหรือเป็นงานฉุกเฉินก็ได้

สิทธิหน้าที่ นายจ้าง ลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

ลงข้อมูลวันที่: 30/09/2565

นายจ้างควรจัดวันหยุด ให้ลูกจ้างที่ทำงานกับนายจ้างด้วยน่ะ


นายจ้างควรจัดวันหยุด ให้ลูกจ้างที่ทำงานกับนายจ้าง เช่นวันหยุดประจำสัปดาห์ สัปดาห์หนึ่งไม่น้อยกว่า 1 วันและต้องมีระยะห่างกัน ไม่เกิน 6 วัน สำหรับงานโรงแรม งานขนส่ง งานในป่างานในที่ทุรกันดาร หรืองานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงนายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงกันล่วงหน้าสะสมและเลื่อนวันหยุดประจำสัปดาห์ไปหยุดเมื่อใดก็ได้แต่ต้องอยู่ภายในระยะเวลา 4 สัปดาห์ติดต่อกัน

วันหยุดตามประเพณี

ปีหนึ่งต้องไม่น้อยกว่า 13 วัน โดยรวมวันแรงงานแห่งชาติให้พิจารณาจากวันหยุดราชการประจำปี วันหยุดทางศาสนาหรือขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งท้องถิ่น ถ้าวันหยุดตามประเพณีตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ให้หยุดชดเชยวันหยุดตามประเพณีในวันทำงานถัดไป สำหรับงานในกิจการโรงแรม สถานมหรสพร้านขายอาหาร ร้านขายเครื่องดื่ม ฯลฯ อาจตกลงกันหยุดวันอื่น ชดเชยวันหยุดตามประเพณี หรือจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้ก็ได้

วันหยุดพักผ่อนประจำปี

ปีหนึ่งต้องไม่น้อยกว่า 6 วันทำงาน สำหรับลูกจ้าง ซึ่งทำงานติดต่อกันมาครบ 1 ปีมีสิทธิหยุดพักผ่อนปีต่อมานายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงกันล่วงหน้าสะสมและเลื่อนวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้หยุดในปีนั้นไปรวมเข้ากับปีต่อๆ ไปได้

ลงข้อมูลวันที่: 30/09/2565

ละทิ้งหน้าที่ 3 วันนายจ้างเลิกจ้างได้หากมีค่าจ้างค้างต้องจ่ายให้เรียบร้อย


ละทิ้งหน้าที่ 3 วันนายจ้างเลิกจ้างได้หากมีค่าจ้างค้างจ่ายก็ต้องจ่ายให้เรียบร้อย พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี

ตัวอย่างเคสนี้ ลูกจ้างขาดงานระหว่างวันที่ 29  เมษายน 2544 - 3 พฤษภาคม 2544


ลูกจ้างมีหน้าที่ต้องทำงานให้แก่นายจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน และตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
การที่ลูกจ้างหยุดงานโดยไม่แจ้งนายจ้างตามระเบียบ และขาดงานไปดังกล่าว จึงถือว่าเป็นการจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการละทิ้งหน้าที่ไปเสีย

นายจ้างจึงชอบที่จะเลิกจ้างได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583  นายจ้างจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่ลูกจ้าง 

และเมื่อนายจ้างบอกเลิกจ้างเมื่อวันที่ 4  พฤษภาคม 2544 ลูกจ้างซึ่งเป็นลูกจ้างรายเดือนมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันที่ 1 และวันที่ 2 พฤษภาคม 2544 ซึ่งเป็นวันหยุดประจําสัปดาห์ และวันหยุดตามประเพณี และในวันที่ 3 พฤษภาคม 2544 อันเป็นวันทํางานปกติของลูกจ้าง นายจ้างจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างตามวันดังกล่าวแก่ลูกจ้าง พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง 

ข้อสังเกต 

เคสนี้ แม้ลูกจ้างละทิ้งหน้าที่แต่ช่วงเวลาที่ลูกจ้างละทิ้งหน้าที่ไปนายจ้างไม่ได้เลิกจ้าง มาเลิกจ้างภายหลังจากละทิ้งหน้าที่ 5  วัน ดังนั้น ช่วงเวลาดังกล่าวแม้จะมีวันหยุดคั่น แต่เมื่อลูกจ้างเป็นลูกจ้างที่รับเงินเดือนมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างด้วย
ที่มา คำพิพากษาฎีกาที่ 5713/2561 
cr: เพจ กฎหมายแรงงาน
รองศาสตราจารย์ตรีเนตร สาระพงษ์

ลงข้อมูลวันที่: 29/09/2565

ลูกจ้างที่ทำสัญญาจ้างปีต่อปีมีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยหรือไม่


ในกรณีทำงานที่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอนเช่นตกลงจ้างปีต่อปีหรือว่าจ้าง 6 เดือนอันนี้เราก็รู้ว่าเขาจะเลิกจ้างเราวันไหนเขาเรียกว่าสัญญาที่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอนกรณีอย่างนี้เมื่อมีการทำงานไปครบระยะเวลา เช่นทำงานครบ 1 ปีตามสัญญาหรือทำงานครบ 6 เดือนทำสัญญาแล้วนายจ้างให้ออกจากงานจริงๆ ก็คือเขาก็บอกว่าเขาไม่ได้เลิกจ้างหรอกแต่ว่าก็ครบสัญญาเขาไม่ได้พูดสักคำนะว่าเขาเลิกจ้างแต่มันครบสัญญากรณีอย่างนี้ต้องถือว่าเป็นการเลิกจ้างเหมือนกันนะครับ
นายจ้างจะมาอ้างว่าไม่จ่ายค่าชดเชยไม่ได้ เพราะการที่สัญญาครบกำหนดนั้นตามมาตรา 118 วรรคที่ 2 ของกฎหมายคุ้มครองแรงงานเขียนเอาไว้ว่าเป็นการเลิกจ้างเมื่อเป็นการเลิกจ้างนายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยด้วย เช่นตกลงจ้างงกันมา 1 ปีกรณีอย่างนี้ถ้าครบปีพอดีเป๊ะนะครับต้องจ่าย 90 วันแต่ถ้าทำงานมาไม่ครบปีเช่นทำงาน 364 วันเขาก็ต้องจ่ายค่าชดเชย 30 วันครับเพราะถือว่าอยู่ในช่วงของทำงานครบ 120 วันจะไม่ครบ 1 ปีก็ต้องจ่ายค่าชดเชย 30 วัน

จำหลักไว้นะครับเมื่อสัญญาสิ้นสุดเขาไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้านะครับเขาไม่ต้องบอกเราล่วงหน้าแปลว่าเราไม่มีสิทธิ์ได้รับค่าตกใจ

แต่เรามีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเขาจะไม่จ่ายค่าชดเชยไม่ได้ถ้าเขาไม่จ่ายไปร้องแรงงานในเขตพื้นที่และเรียกดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีนับตั้งแต่วันที่ออกจากงาน
 

ทำไมเรียกจากวันที่ออกจากงาน เพราะ ค่าชดเชยต้องจ่ายทันทีที่ออกจากงาน

ลงข้อมูลวันที่: 28/09/2565